แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สินค้าคงคลัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สินค้าคงคลัง แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

ระบบต้นทุนฐานกิจกรรม(Activity Based Costing หรือ ABC)

ระบบต้นทุนฐานกิจกรรม(Activity Based Costing)

ระบบนี้จะเป็นระบบที่จำแนกสินค้าคงคลังออกเป็นแต่ละประเภท โดยจะพิจารณาจากปริมาณและมูลค่าของสินค้าคงคลังแต่ละรายการเป็นเกณฑ์ เพื่อช่วยลดภาระในการดูแล ตรวจนับและควบคุมสินค้าคงคลังที่มีอยู่อย่างมากมายภายในคลังสินค้า ซึ่งถ้าเกิดมีการควบคุมสินค้าทุกรายการอย่างเข้มงวดเท่าเทียมกันจะทำให้เสียเวลาและจะทำให้ค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็น จะเห็นได้ว่าบรรดาสินค้าคงคลังทั้งหลายของแต่ละอุตสาหกรรมนั้น มักจะเป็นไปตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้

A เป็นสินค้าคงคลังที่มีปริมาณน้อย(5-15% ของสินค้าคงคลังทั้งหมด) แต่มีมูลค่ารวมค่อนข้างสูง(70-80% ของมูลค่าทั้งหมด)
B เป็นสินค้าคงคลังที่มีปริมาณปานกลาง(30% ของสินค้าคงคลังทั้งหมด) แต่มีมูลค่ารวมปานกลาง(15% ของมูลค่าทั้งหมด)
C เป็นสินค้าคงคลังที่มีปริมาณมาก(50-60% ของสินค้าคงคลังทั้งหมด) แต่มีมูลค่ารวมค่อนข้างต่ำ(5-10% ของมูลค่าทั้งหมด)
การจะแนกสินค้าคงคลังเป็นหมวดABC จะทำให้การควบคุมสินค้าคงคลังแตกต่างกัน ดังต่อไปนี้
A ควบคุมอย่างเข้มงวดมาก ด้วยการลงบัญชีทุกครั้งที่มีการรับจ่ายและจะมีความถี่ในการตรวจนับจำนวนจริงเพื่อเปรียบเทียบกับจำนวนในบัญชี เช่น ทุกสัปดาห์ การควบคุมจึงควรที่จะใช้ระบบสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่องและต้องเก็บสินค้าไว้ในที่ที่ปลอดภัย ในด้านการจัดซื้อก็ควรหาผู้ขายไว้หลายรายเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดสินค้าและสามารถเจรจาต่อรองราคาได้
B ควบคุมอย่างเข้มงวด ด้วยการลงบัญชีคุมเช่นเดียวกับA ควรมีการเบิกจ่ายอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันการสูญหาย การตรวจนับจำนวนจริงก็ทำเช่นเดียวกับA แต่ความถี่ในการตรวจนับจำนวนจริงจะน้อยกว่า เช่น ทุกสิ้นเดือน และการควบคุมB ควรที่จะใช้ระบบสินค้าคงคลังอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับ A
C ไม่มีการจดบันทึกหรือมีเพียงเล็กน้อย สินค้าคงคลังประเภทนี้จะวางให้หยิบได้อน่างสะดวกเนื่องจากเป็นสินค้าที่มีราคาถูกและปริมาณมากหรือสินค้าที่ไม่ใช้แล้ว ถ้าทำการควบคุมอย่างเข้มงวดจะทำให้มีค่าใช้จ่ายมากซึ่งจะไม่คุ้มค่า การตรวจนับ C จะใช้ระบบสินค้าคงคลังแบบสิ้นงวด คือ อาจจะมีการตรวจนับรายไตรมาสเพื่อดูปริมาณที่ขาดแล้วจะซื้อมาเติมหรืออาจใช้ระบบสองกล่อง(Two-bin System) ซึ่งมีกล่องวัสดุอยู่ 2 กล่องเป็นการเผื่อไว้ พอใช้กล่องแรกหมดก็นำเอากล่องสำรองมาใช้แล้วรีบซื้อสินค้าเติมใส่กล่องสำรองแทน ซึ่งจำทำให้สินค้าไม่ขาดมือ

การจัดการสินค้าคงคลัง Inventory Management

การจัดการสินค้าคงคลัง(Inventory Management)

สินค้าคงคลังนั้น เป็นส่วนประกอบทางต้นทุนของผลิตภัณฑ์ที่สูงที่สุด นอกจากนั้นแล้วการที่ทางธุรกิจมีสินค้าคงคลังที่้เพียงพอ ยังเป็นการตอบสนองความพึงพอใจและความต้องการของลูกค้าในด้านเวลาได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นสินค้าคงคลังจึงมีความสำคัญต่อธุรกิจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว การจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพส่งผลกระทบต่อผลกำไรจากการประกอบการโดยตรง การจัดซื้อเพื่อนำมาเก็บเป็นสินค้าคงคลังที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการ ในปริมาณเพียงพอ ด้วยราคาที่เหมาะสมและตามเวลาที่กำหนด โดยมีการซื้อจากผู้ขายที่ไว้ใจได้และสามารถจัดส่งไปยังสถานที่ที่ถูกต้องตามแนวทางการปฏิบัติการจัดซื้อที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการสินค้าคงคลัง ในปัจจุบันนี้ทีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาจัดการข้อมูลของสินค้าคงคลังทำให้เกิดความถูกต้อง แม่นยำและตรงตามกำหนดมากยิ่งขึ้น

ชนิดของสินค้าคงคลัง
1.วัตถุดิบ(Raw Material) คือ สิ่งของหรือชิ้นส่วนที่ซื้อมาเพื่อใช้ในการผลิต
2.สินค้าที่อยู่ในระหว่างการผลิต(Work-in-Process) คือ ชิ้นงานที่อยู่ในขั้นตอนการผลิตหรือรอคอยที่จะผลิตในขั้นตอนต่อไป โดยยังผ่านกระบวนการผลิตที่ไม่ครบทุกขั้นตอน
3.วัสดุซ่อมบำรุง(Maintenance/Overhaul) คือ ชิ้นส่วนหรืออะไหล่เครื่องจักร ที่สำรองไว้เผื่อเปลี่ยนเมื่อชิ้นส่วนเดิมเสียหายหรือหมดอายุการใช้งาน
4.สินค้าสำเร็จรูป(Finished Good) คือ ผลผลิตที่ผ่านทุกกระบวนการผลิตครบถ้วน พร้อมที่จะนำไปขายให้กับลูกค้า

ประโยชน์ของสินค้าคงคลัง
1.สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลาทั้งในและนอกฤดูกาล โดยต้องเก็บสินค้าไว้ในคลังสินค้า
2.รักษาการผลิตให้มีอัตราคงที่สม่ำเสมอ เพื่อรักษาระดับการว่าจ้างแรงงาน การเดินเครื่องจักรให้สม่ำเสมอได้ โดยจะเก็บสินค้าที่ปริมาณการขายต่ำไว้ขายช่วงฤดูกาลที่ลูกค้าต้องการ
3.ทำให้ธุรกิจได้ส่วนลดปริมาณจากการจัดซื้อครั้งละมากๆ ป้องกันการเปลี่ยนแปลงราคาและผลกระทบจากเงินเฟ้อ เมื่อสินค้าในท้องตลาดมีราคาสูงขึ้นหรือเป็นการเก็งกำไรทางการตลาด
4.ป้องกันสินค้าขาดมือด้วยสต๊อกเพื่อความปลอดภัย(Safety stock) ในกรณีเกิดความล่าช้าหรือบังเอิญมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นกะทันหันหรือเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
5.ทำให้กระบวนการผลิตสามารถดำเนินการต่อเนื่องอย่างราบรื่น ไม่มีการหยุดชะงักเพราะวัตถุดิบขาด จนเกิดความเสียหายแก่กระบวนการผลิตซึ่งจะทำให้คนงานว่างงาน เครื่องจักรถูกปิด ผลิตไม่ทันคำสั่งซื้อของลูกค้า

โลจิสติกส์ คืออะไร

โลจิสติกส์ คืออะไร

โลจิสติกส์ เข้ามามีบทบาทอย่างมากในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการผลิตห่วงโซ่อุปทาน เริ่มตั้งแต่กระบวนการสั่งซื้อวัตถุดิบต่างๆหรือที่เรียกว่ากระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำนั้นเอง กระบวนการในการแปรรูปวัตถุดิบ กระบวนการในการผลิตสินค้าและบริการ การบรรจุหีบห่อส่งต่อไปขายยังตลาดต่างๆ รวมไปถึงการจัดส่งสินค้าและบริการให้กับผู้บริโภค ดังนั้นเราควรที่จะมาทำความรู้จักกับความหมายของโลจิสติกส์

โลจิสติกส์ คือ กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการวางแผน การดำเนินการและการควบคุมการทำงานของธุรกิจ การบริหารจัดการข้อมูล เพื่อที่จะทำให้เกิดการเคลื่อนย้าย การจัดเก็บ การรวบรวม การกระจายสินค้า ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยที่จะต้องคำนึงถึงความต้องการและความพึงพอใจของผู้บริโภคเป็นสำคัญ

โลจิสติกส์ คือ เป็นการไหลของวัตถุ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลือกวิธีการขนส่ง การเคลื่อนย้ายสินค้า การจัดเก็บ การกระจายสินค้า สินค้าคงคลัง บรรจุภัณฑ์และกิจกรรมอื่นๆ