แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คลังสินค้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คลังสินค้า แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

การเลือกทำเลที่ตั้ง Location Selection

การประกอบกิจการคลังสินค้า จำเป็นต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านวัตถุ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลสำเร็จ สิ่งอำนวยความสะดวกในการประกิจกิจการคลังสินค้า ได้แก่ อาคารสถานที่และสิ่งก่อสร้างที่จำเป็นต้องใช้ในการเก็บรักษาและขนถ่ายสินค้า อาคารสถานที่และสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น จำเป็นต้องมีที่ตั้งคือ ผืนที่ดินที่มีเนื้อที่อย่างเพียงพอและอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม นั้นก็คือ ทำเลที่ตั้ง

กลยุทธ์การเลือกทำเลที่ตั้งของคลังสินค้ามี 3 ประเภท ได้แก่

1.กลยุทธ์ทำเลที่ตั้งใกล้ตลาด(Market-positioned Strategy)
กลยุทธ์นี้จะกำหนดให้จัดตั้งคลังสินค้าอยู่ใกล้กับลูกค้าลำดับสุดท้าย(Final customer) ให้มากที่สุดซึ่งจะทำให้สามารถให้บริการลูกค้าได้เป็นอย่างดี ปัจจัยสำคัญในการเลือกทำเลที่ตั้งใกล้ลูกค้ามีหลายประการ เช่น ค่าขนส่ง รอบเวลาในการสั่งสินค้า ความอ่อนไหวของผลิตภัณฑ์ ขนาดในการสั่งซื้อสินค้า ความเพียงพอของพาหนะในพื้นที่และระดับการให้บริการลูกค้าที่ต้องการ
2.กลยุทธ์ทำเลที่ตั้งใกล้แหล่งผลิต(Production-positioned Strategy)
กลยุทธ์นี้กำหนดให้ตั้งคลังสินค้าอยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบหรือโรงงานให้มากที่สุด ซึ่งการตั้งคลังสินค้าแบบนี้จะทำให้ระดับการให้บริการลูกค้าต่ำกว่าแบบแรก แต่จะสามารถประหยัดค่าขนส่งวัตถุดิบเข้าสู่โรงงาน ซึ่งการประหยัดการขนส่งสามารถเกิดขึ้นได้ โดยรวบรวมการขนส่งจากแหล่งต่างๆโดยรถประทุก(Truck Load : TL) หรือรถตู้คอนเทนเนอร์(Container Load : CL) ปัจจัยสำคัญในการเลือกทะเลที่ตั้งใกล้แหล่งผลิตประกอบไปด้วย เช่น สภาพของวัตถุดิบเน่าเสียง่ายหรือไม่ จำนวนวัตถุดิบที่เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์
3.กลยุทธ์ทำเลที่ตั้งอยู่ระหว่างกลาง(Intermediately-positioned Strategy)
กลยุทธ์นี้จะกำหนดให้ตั้งคลังสินค้าอยู่ตรงกลางระหว่างแหล่งผลิตและตลาด ซึ่งการตั้งคลังสินค้าประเภทนี้ทำให้ระดับการให้บริการลูกค้าต่ำกว่าแบบแรกแต่จะสูงกว่าแบบที่สอง ทำเลที่ตั้งประเภทนี้เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการให้บริการลูกค้าอยู่ในระดับสูงและมีโรงงานผลิตหลายแห่ง

หน้าที่ของการจัดการคลังสินค้า

หน้าที่ส่วนมากในการจัดการคลังสินค้าที่จะช่วยลดต้นทุนภายใต้ระดับการให้บริการที่ลูกค้าต้องการ มีดังต่อไปนี้

1.การเคลื่อนย้าย(Movement)ประกอบด้วยกิจกรรมย่อยดังนี้
- การรับสินค้า(Receiving)
- การย้ายสินค้าออก(Put away)
- การเลือกหยิบสินค้า(Order picking)
- การส่งสินค้าผ่านคลัง(Cross docking)
- การจัดส่ง(Shipping)
2.การจัดเก็บ(Storage)
- การจัดเก็บชั่วคราว(Temporary storage)
- การจัดเก็บกึ่งถาวร(Semi-permanent storage)
3.การกำหนดงบประมาณ
- การจัดสรรเชิงกลยุทธ์(Strategic decision) เป็นการตัดสินใจในงบประมาณระยะยาว 1-2 ปี เช่น การตัดสินใจงบประมาณในการสร้างคลังสินค้าเองหรือเช่า ทางเลือกใดดีกว่ากัน
- การจัดสรรเชิงปฏิบัติการ(Operational decision) เป็นการตัดสินใจในงบประมาณระยะสั้น รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน เช่น การตัดสินใจเลือกใช้พื้นที่ในคลังให้ได้ประโยชน์สูงสุดหรือตัดสินใจเลือกเส้นทางขนส่งให้ได้ต้นทุนต่ำสุด
4.การกำหนดทำเลที่ตั้ง(Location Planning) : กลยุทธ์ในการเลือกทำเลที่ตั้ง
- กลยุทธ์ทำเลใกล้ตลาด เพื่อให้บริการลูกค้าได้ดีที่สุด ค่าขนส่งถูกรอบเวลาในการส่งถี่ขึ้น
- กลยุทธ์ทำเลใกล้แหล่งผลิต กลยุทธ์นี้ต้องการให้คลังสินค้าใกล้แหล่งวัตถุดิบหรือโรงงานให้มากที่สุดเพื่อประหยัดเวลาและค่าขนส่ง
- กลยุทธ์อยู่ระหว่างสองกิจกรรม เป็นการตั้งคลังสินค้าไว้กึ่งกลางระหว่างตลาดและแหล่งผลิต
5.การกำหนดตลาดและจำนวนคลังสินค้า(Size & quantity of warehouse)
ขนาดของคลังสินค้าและจำนวนของคลังสินค้ามีความสัมพันธ์กันเพราะถ้าธุรกิจของเรามีการสร้างคลังสินค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆขนาดของคลังสินค้าที่ต้องการโดยเฉลี่ยลดลง
6.การจัดวางผังคลังสินค้า(Warehouse layout)
เป็นกระบวนการในการออกแบบว่าจะจัดเก็บสินค้าไว้ที่ใดในคลังสินค้า
7.การเลือกอุปกรณ์ที่ใช้ในคลังสินค้า
การเลือกอุปกรณ์ที่ใช้ในคลังสินค้าจะพิจารณาจาก ประเภทของธุรกิจ ประเภทสินค้า ข้อมูลทางด้านโลจิสติกส์เพราะในการเลือกอุปกรณ์มีผลต่อการสร้างกำไรทางธุรกิจ
8.การควบคุมการปฏิบัติงาน
ต้องพิจารณากิจกรรมต่างๆอย่างละเอียด เก็บข้อมูลในทางคุณภาพของงานและข้อมูลเชิงปริมาณ ซึ่งจะวัดจากประสิทธิภาพของงานในแต่ละกิจกรรม
9.การโอนข้อมูล(Information Transfer)
การโอนข้อมูลจะเกิดขึ้นไปพร้อมๆกับการเคลื่อนย้ายและการจัดเก็บสินค้า โดยทั่วไปข้อมูลที่ต้องการประกอบด้วย ระดับของสินค้าคงคลัง สถานที่เก็บสินค้าประเภทต่างๆ การรับและการส่งสินค้า ลูกค้า บุคลากร สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

ประโยชน์ของคลังสินค้า

คลังสินค้านี้สามารถใช้งานได้ทั้งในด้านการเป็นแหล่งอุปสงค์และการกระจายสินค้า ดังนี้

1.คลังสินค้าช่วยสนับสนุนการผลิต(Manufacturing support) โดยคลังสินค้าทำหน้าที่ในการรวบรวมวัตถุดิบในการผลิตชิ้นส่วนและส่วนประกอบต่างๆจากผู้ขายเพื่อส่งป้อนให้กับโรงงานเพื่อผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูป
2.คลังสินค้าเป็นที่ผสมผลิตภัณฑ์(Mixing Warehouse) ในกรณีที่มีการผลิตสินค้าจากโรงงานหลายแห่ง จะทำหน้าที่รวบรวมสินค้าสำเร็จรูปจากโรงงานต่างๆไว้ในที่เดียวกันเพื่อส่งมอบให้ลูกค้าตามต้องการขึ้นอยู่กับลูกค้าแต่ละรายว่าต้องการสินค้าจากโรงงาน
3.คลังสินค้าเป็นที่รวบรวมสินค้า(Consolidation warehouse) ในกรณีที่ลูกค้าต้องการซื้อสินค้าจำนวนมากจากโรงงานหลายแห่ง คลังสินค้าจะช่วยรวบรวมสินคาจากหลายแหล่งซึ่งจัดเป็นการขนส่งขนาดใหญ่หรือทำให่เต็มเที่ยวซึ่งช่วยประหยัดการขนส่ง
4.คลังสินค้าใช้ในการแบ่งแยกสินค้าให้มีขนาดเล็กลง(Break Bulk warehouse) ในกรณีที่การขนส่งจากผู้ผลิตมีหีบห่อหรือพาเลทขนาดใหญ่ คลังสินค้าจะเป็นแหล่งที่ช่วยในการแบ่งแยกสินค้าให้มีขนาดเล็กลงเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้ารายย่อย

Warehouse

คลังสินค้า หมายถึง พื้นที่ภายในอาคารซึ่งออกแบบขึ้นเพื่อจุดมุ่งหมายในการเก็บรักษาและสร้างขึ้นโดยให้มีหลังคาและฝาผนังที่สมบูรณ์ทั้งด้านข้างและด้านหัวท้ายของอาคาร

คลังสินค้า หมายถึง เป็นอาคารที่มีโครงสร้างมั่นคงแข็งแรงผนังทำด้วยอิฐหรือคอนกรีตบล๊อกหรือคอนกรีตเสริมเหล็กหรือวัสดุที่มีความมั่นคงแข็งแรง ทนทาน หลังคาต้องมุ่งด้วยกระเบื้องหรือสังกะสีหรือวัสดุที่มีควาทแข็งแรงทนทาน พื้นที่ต้องทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กสามารถรับน้ำหนักได้ไม่น้อยกว่า 30 เมตริกตันต่อหนึ่งตารางเมตร

คลังสินค้า หมายถึง การรับเก็บรักษาสินค้าหรือให้บริการเกี่ยวกับสินค้านั้น เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ไม่ว่าผลประโยชน์นั้นจะเป็นเงินค่าตอบแทนหรือประโยชน์อื่น

การจัดการคลังสินค้า หมายถึง กระบวนการบูรณาการทรัพยากรต่างๆเพื่อให้การดำเนินกิจการคลังสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของคลังสินค้าแต่ละประเภท

กิจกรรมโลจิสติกส์

ในอดีตที่ผ่านมานั้นต้องยอมรับว่าประเทศไทยของเรานั้น ไม่ให้ความสนใจหรือให้ความสำคัญทางด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนมากนัก จุดนี้เองที่ทำให้ธุรกิจในประเทศไทยของเราสู้ธุรกิจจากกลุ่มประเทศในสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นประเทศไทยของเราต้องมีการพัฒนาทางด้านโลจิสติกส์ให้ดียิ่งขึ้น ให้สามารถต่อสู้กับตลาดต่างประเทศและสามารถที่จะยืนหยัดในการแข่งขันในเวทีระดับโลกได้ ดังนั้นกิจกรรมทางโลจิสติกส์ที่ควรรู้ มีดังนี้
  1. การให้บริการลูกค้า (Customer Service) เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า ซึ่งกิจกรรมนี้ครอบคลุมตั้งแต่การนำส่งสินค้าที่ถูกต้อง
  2. การขนส่ง (Transportation Management) การจัดให้มีการเคลื่อนย้ายบุคคล สัตว์หรือสิ่งของต่างๆด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์การขนส่ง จากที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งตามความต้องการ
  3. กระบวนการสั่งซื้อ (Order processing) กระบวนการในการจัดการคำสั่งซื้อ ครอบคลุมตั้งแต่การรับคำสั่งซื้อจากลูกค้า การติดต่อสื่อสารกับลูกค้า การตรวจสอบยอดสินค้าคงคลัง รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับลูกค้า
  4. การติดต่อสื่อสารด้านโลจิสติกส์ (Logistics Communications) การสื่อสารกับลูกค้าหรือกับผู้ขายเท่านั้นที่องค์กร ได้ให้ความสำคัญ และการสื่อสารระหว่างหน่วยงานภายในองค์กรก็เพื่อให้มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานทางด้านโลจิสติกส์
  5. การบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory Management) การบริหารสินค้าคงคลังเป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของส่วนงานอื่น รวมถึงมีผลต่อกำไรขาดทุนขององค์กร
  6. การพยากรณ์ความต้องการของลูกค้า (Demand forecasting) เป็นการพยากรณ์ความต้องการในตัวสินค้าหรือบริการของลูกค้า
  7. การเคลื่อนย้ายสินค้า (Material Handling ) กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้าย วัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิต และสินค้าสำเร็จรูปภายในโรงงานหรือคลังสินค้า
  8. การจัดซื้อ (Procurement) การจัดซื้อเป็นกิจกรรมในการจัดหาแหล่งวัตถุดิบ เพื่อจัดซื้อสินค้าและวัตถุดิบนั้นๆ รวมไปถึงการบริหารอุปทานโดยรวมตั้งแต่ การคัดเลือกผู้ขาย การเจรจาต่อรองราคาหรือเงื่อนไข ปริมาณในการสั่งซื้อ และการประเมินคุณ ภาพของผู้ขายสินค้าและวัตถุดิบนั้นๆ
  9. บรรจุภัณฑ์ (Packaging) ในด้านโลจิสติกส์ บรรจุภัณฑ์และหีบห่อนั้นมีไว้เพื่อป้องกันตัวสินค้าจากความเสียหาย และอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายและจัดเก็บ
  10. การบริหารคลังสินค้าและการจัดเก็บ (Warehousing และ Storage) กระบวนการในการวางโครงสร้างคลังสินค้า การออกแบบและจัดวาง การจัดการพื้นที่ภายในคลังสินค้า
  11. การเลือกที่ตั้งโรงงานและคลังสินค้า (Plant และ Warehouse Site Selection) กิจกรรรมการเลือกที่ตั้งของโรงงานและคลังสินค้าที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความสะดวกในการเข้าถึงและระยะทางการการขนส่ง
  12. การจัดเตรียมอะไหล่และชิ้นส่วนต่างๆ (Parts และ Services Support) ส่วนหนึ่งของการบริการหลังการขาย โดยมีการจัดหาชิ้นส่วน อะไหล่ และเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการให้บริการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในกรณีที่สินค้าเกิดชำรุด
  13. โลจิสติกส์ย้อนกลับ (Reverse Logistics) กระบวนการจัดการสินค้าที่ถูกส่งกลับคืน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ว่า สินค้าเสียหาย หรือหมดอายุการ